วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557





แหวนมรกตโคลัมเบียล้อมเพชร



หยกพม่า


ทับทิมพม่า



พลอยสปิแนล กะรัต ละ 30 บาท


แหวนทับทิมพม่าล้อมเพชร


แหวนมรกตโคลัมเบียล้อมเพชร


แหวนพลอยพม่า



แหวนทับทิม พลอยจันทบุรี




          มนุษย์เราได้รู้จักอัญมณีมานานกว่า 4000 ปี โดยมีความเชื่อว่า “อัญมณี” เมื่อนำมาติดตัวแล้วจะสร้างความเป็นมงคลให้แก่ตนเอง จากหลักฐานจากที่ค้นพบเครื่องประดับที่นิยมฝังไว้กับศพคนตาย อาทิ เครื่องประดับที่ทำจากหิน ในยุคแรกจนถึงเครื่องประดับของหินสี หรืออัญมณี เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามนุษย์นั้น นิยมใช้เครื่องประดับอัญมณีมานานนับพันปีแล้ว โดยมุ่งเน้นที่ความสวยงาม การมีราศีเด่นเป็นสง่าแก่ผู้ที่พบเห็น     


มรกต (อังกฤษ: Emerald, สูตรเคมี: Be3Al2(SiO3)6) เป็นแร่รัตนชาติหรืออัญมณี ที่มีสีเขียว โดยเกิดจากการผสมกันระหว่างโครเมี่ยมกับเบริล เป็นแร่เบริลที่มีสีเขียวซึ่งแร่นี้มีได้หลายสี ถ้าฟ้าเรียกอความารีน(aquarmarine)สีเหลืองเรียกโกลเด้นเบริล สีแดงเรียก โรสเบริล และอื่นๆคุณภาพของมรกตอยู่ที่สีหากมีสีเขียวทั่วทั้งเม็ดก็จัดว่าคุณภาพสูง ส่วนตำหนินั้นมรกตธรรมชาติทุกชิ้นจะต้องมีทั้งสิ้น ลักษณะเป็นเส้น ริ้วสีขาว จุดสีดำ สีสนิม ฝ้าขาวขุ่นตามธรรมชาติ รอยริ้วที่ดุคล้ายรากผักชีเรียกว่า Jardin หรือสวนแห่งมรกต มรกตคุณภาพดีหรือไม่ดีก็มีทั้งสิ้น แต่พิจารณาปริมาณ และการวางตัวของตำหนิ (ต้องเลือกที่ไม่มีตำหนิต่อเนื่องราวมาจนถึงหน้าพลอย หรือจากขอบหนึงไปถึงขอบหนึ่ง เพราะจะมีผลต่อการนำไปใช้ อาจไม่คงทน )ซึ่งอาจจะมีผลกับการส่องประกายแสงออกมาจากมรกต หากมีมากไปพลอยจะดูทึบแสง ไม่มีประกายซึ่งมักได้รับการเจียระไนแบบหลังเบี้ย หรือหลังเต่า หากทึบจนตันแสงไม่ส่องผ่านเลยและมีสีเขียวซีดจะจัดเป็นมรกตคุณภาพต่ำที่สุด มรกตมีการทำเลียนแบบ สังเคราะและปรับปรุงคุณภาพ(อาบนำมันบ้าง ชุบสี ซ่านสี เคลื่อบสี แช่สารเคมีเฉพาะ) ดังนั้นจึงควรตรวจสอบก่อนการซื้อเพราะจัดเป็นพลอยที่มีราคาสูงมาก(ถ้าคุรภาพดีมากและขนาดใหญ่ด้วยแล้ว) บางกรณีนั้นแยกแทบไม่ออกด้วยตาเปล่าต้องส่วห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือช่วยตรวจสอบ มรกตนั้นมีหลายเฉดสี แหล่งที่สำคัญมากและโด่งดังไปทั่วโลกคือ มรกตจากโคลัมเบีย ซึ่งได้รับการยกย่องว่างามที่สุดในโลกราคามักสูงกว่าแหล่งอื่นๆและถูกกล่าวอ้างถึงบ่อยๆ มีเหมืองสำคัญซึ่งผลิตมรกตสีต่างกันคือ เหมืองชิวอร์(Chivor)มีมรกตสีเขียวสดอมเหลือง และเหมืองมูโซ(Muzo)ให้มรกตสีเขียวอมฟ้า คล้ายสีของน้ำทะเล การดูแลรักษาไม่ควรใส่ทำงานหนัก เพราะทนแรงกระแทกได้ไม่ดีนักมีความเปราะ หลีกเลี่ยงสารเคมี น้ำหอมและสเปร์ยแต่งผม







แซฟไฟร์ (อังกฤษ: Sapphire) เป็นพลอยตระกูลคอรันดัม มีหลายสี แต่โดยทั่วไปมักหมายถึงเฉพาะที่มีสีน้ำเงิน ในประเทศไทย เดิมเรียกว่า นิลกาฬ (นิลก็ยังหมายถึงพลอยอีกชนิดหนึ่ง) แต่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า ไพลิน ตามชื่อของแหล่งกำเนิดจากเหมืองพลอย ในจังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ที่ในช่วงหนึ่งมีการนำเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก [2]
แซฟไฟร์จัดเป็นแร่ในประเภท (Species) คอรันดัม (Corundum) เช่นเดียวกับทับทิม (Ruby) ซึ่งพลอยคอรันดัมนี้เป็นพลอยที่มีความแข็งรองลงมาจากเพชร จึงทำให้แซฟไฟร์ เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปทำเครื่องประดับ
ชาวเปอร์เซียโบราณเชื่อกันว่าแซฟไฟร์ คือ "หินที่มาจากฟ้า" เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าโลก ตั้งอยู่บน แซฟไฟร์ ขนาดมหึมา จึงทำให้สะท้อนแสงแดด ออกไปสู่ท้องฟ้ามีสีน้ำเงิน ตามตำนานกล่าวว่า แซฟไฟร์เป็นพลอยของกษัตริย์ที่ใช้สวมใส่เพื่อป้องกันภัยอันตราย ทำให้เชื่อกันว่าผู้ที่สวมใสแซฟไฟร์จะมีชีวิตที่สดใส มีพลังในการดำรงชีวิต และแซฟไฟร์นี้สามารถปกป้องอันตรายแก่ผู้ที่สวมใส่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังถือเอาแซฟไฟร์นี้เป็นสัญลักษณ์ของความจริงใจ และมั่นคงอีกด้วย
ปัจจุบันหากพูดถึงแซฟไฟร์ คำเดียวจะหมายถึง Blue Sapphire หรือ ไพลิน มาจากภาษาเปอร์เชีย "Saffir" หรือจากภาษากรีก "Sappheiros" แปลว่า สีน้ำเงิน หรือจากภาษาสันสกฤต "ศนิปฺริย" (ศนิ = พระเสาร์, ปฺริย = ผู้เป็นที่รัก) แปลว่าของมีค่าของเทพแซทเทิร์น (ในเทพปกรณัมโรมัน) [3] [4] อย่างไรก็ตาม ในภาษาสันสกฤตยังมีคำเรียกแซฟไฟร์สีน้ำเงินว่า "อินฺทฺรนีล" หมายถึง "สีน้ำเงินเหมือนพระอินทร์"
ในสมัยโบราณ จะเรียกพลอยคอรันดัมที่มีสีน้ำเงินว่าแซฟไฟร์ แต่ในความเป็นจริงพลอยคอรันดัมมีได้หลากสี เช่น สีเหลือง, ชมพู, ม่วง, เขียว เป็นต้น ดังนั้นหากเราต้องการจะเรียกพลอยคอรันดัมชนิดอื่นที่ไม่ใช่ไพลิน (Blue Sapphire) เราจะต้องระบุสีด้วย เช่น Yellow Sapphire (บุษราคัม), Green Sapphire (เขียวส่อง), Pink Sapphire (พลอยชมพู) เป็นต้น
ในปัจจุบันแซฟไฟร์ส่วนใหญ่มักผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อนหรือที่เราเรียกกันว่าการเผา แต่ก็ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปในตลาดพลอย เพราะการเผาจะทำให้สีดีของแซฟไฟร์ดีขึ้นและอยู่คงทนถาวร
แซฟไฟร์เป็นพลอยประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดเดือนกันยายน และแซฟไฟร์ยังถือเป็นสัญญลักษณ์ที่คู่รักนิยมมอบเป็นของขวัญให้แก่กันในโอกาสครบรอบการแต่งงานในปีที่ 5, 15, 23 และ ปีที่ 45 แซฟไฟร์ได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ





บุษราคัม (Yellow sapphire) เป็นอัญมณีประเภทคอรันดัมที่มีสีเหลือง พบได้ในธรรมชาติเป็นแร่เดียวกับทับทิม ไพลิน เขียวส่อง พัดพารัดช่า และพวก Fancy sapphire แต่ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาดจะได้จากการเผาพลอยคอรันดัมที่มีสีเหลืองจาง มีตำหนิสีอื่นปนบ้าง(เหลือง,เขียว,นำเงินมาปนกัน) และสีเขียว(เขียวส่อง) ทำให้มีสีสวยงาม เข้มขึ้นขายได้ราคาสูง พลอยบุษราคัมสีจะมีตั้งแต่เหลืองอ่อนเรียกบุษย์น้ำเพชร, สีอมเขียวเรียกว่าบุษย์น้ำแตง, สีเหลืองทองเรียกบุษย์น้ำทอง, สีคล้ายเหล้าเรียกบุษย์น้ำแม่โขง, สีเหลืองเข้มมากเรียกบุษย์น้ำขมิ้นเน่า, สีเหลืองออกส้มเรียกว่าบุษย์น้ำจำปา , บุษย์น้ำแม่โขงและน้ำทองเป็นที่นิยมจะมีราคาแพง โดยน้ำโขงจะแพงกว่า ลักษณะที่ดีควรเลือกพลอยที่เจียระไนได้สัดส่วน ก้นไม่บางจนเกินไป ใสไม่มีตำหนิที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลอยจึงจะมีประกายงดงาม แหล่งบุษราคัมที่สำคัญคือ จันทบุรี ศรีลังกา ทวีปแอฟริกา ออสเตรเลียและอื่นๆ





โอลิวีน (อังกฤษ: Olivine) เป็นภาษาโบราณ หมายถึง สีเขียวมะกอก (Olive green) และยังหมายถึงว่า เป็น แร่ประกอบหิน แต่ในลักษณะที่เป็นรัตนชาติ เรียกว่า เพริดอต (Peridot) ส่วนคำว่า คริโซไลต์ (Chysolite) ก็หมายถึง โอลิวีน เช่นกัน แร่ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย[4]
  1. ฟอสเตอไรต์ (Forsterite) Mg2SiO4
  2. โอลิวีน (Olivine) หรือ คริโซไลต์ (Chrysolite) (Mg, Fe) 2SiO4
  3. ฟายาไลต์ (Fayalite) Fe2SiO4
คลาส (Class) : ซิลิเกต (silicate)
สับคลาส (Subclass) :นีโซซิลิเกต (Nesosilicates)

  • สี (Color) : สีเขียวมรกต,สีเขียวมะกอก (Olive green),สีเหลืองเขียวซีด สีเขียวน้ำตาล,สีดำ, สีแดง นอกจากนี้ยังพบพวกไม่มีสี ซึ่งพวกที่ไม่มีสีมักจะเป็นพวกฟอสเตอไรต (forsterite) บริสุทธิ์ ในขณะที่มีสีเขียวน้ำตาลถึงสีดำอาจเป็นพวกฟายาไลต์ (fayalite) ทั้งหมด
  • องค์ประกอบ (Composition) : เป็นพวกแมกนีเซียม-เหล็ก ซิลิเกต (Magnesium iron silicate) โดยมี Magnesium end memberคือฟอสเตอไรต forsterite (Magnesium silicate) และเป็น iron end member คือฟายาไลต fayalite (Iron silicate).ส่วนแร่สมาชิกที่อยู่ระหว่างทั้งสองตัวที่เป็นที่รู้จักคือ ( Intermediary member) คือคริโซไลต Chrysolite
  • ความวาว (Luster) : เป็นเหมือนแก้ว (vitreous)
  • ระบบผลึก (Crystal System) :เป็นออร์โทรอมบิก orthorhombic; 2 / m 2 / m 2 / m
  • ความโปร่งใส (Transparency) : มีความโปร่งใสถึงโปร่งแสง
  • สมบัติทางแสง (Optical properties) : ไบแอกเซล Biaxial (+)
  • แนวแตกเรียบ (Cleavage) : {010} ไม่ชัด
  • รอยแตกหัก (Fracture) : เป็นก้นหอย conchoidal
  • ค่าความแข็ง (Hardness) : 6.5-7
  • ความเหนียว (Tenacity) :เปราะ (Brittle)
  • ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) : สำหรับฟอร์สเตอไรต์ (forsterite) ~ 3.2
    สำหรับฟายาไลต์ fayalite ~ 4.3 (สูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับที่ไม่ใช่โลหะแร่ธาตุ)
  • สีผง (Streak) : สีขาว
  • การทดสอบ (Complex Test) : ละลายได้ใน กรดไฮโดรคลอริก (HCl)
  • ค่าดัชนีหักเห (Refraction index) : nα = 1.630–1.650
    nβ = 1.650–1.670
    nγ = 1.670–1.690
  • ลักษณะอื่น ๆ (Other Characteristics) : มีการหักเหสองครั้ง (Double refraction)
  • แร่ธาตุที่เกิดร่วมกัน (Associated Minerals) : มีไดออปไซด์ (Diopside) , สปิเนล (Spinel) ,เฟลสปาร์ (Feldspars),แพคจิโอเคด (Plagioclase) ,โครไมต์ (Chromite) , ฮอร์นเบลนด์ (Hornblend) ,เซอร์เพนทีน (Serpentine), อุกกาบาตที่มีเหล็กนิกเกิล (Iron-nickle) และ ออร์ไจต์ (Augite)
  • ลักษณะเด่น และวิธีตรวจ: สังเกตจากความวาวที่คล้ายแก้ว รอยแตกเว้า สีเขียว และลักษณะของผลึกที่เกาะกลุ่มกันแน่น ใส่กรดเกลือแล้วอุ่นให้ร้อนจะละลานได้ง่าย เกิดลักษณะที่เป็นของซิลิกา






หยก (Jade) คือชื่อที่ใช้เรียกหินซึ่งเป็นอัญมณีอันล้ำค่ามากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะชาวจีนถือว่าหยกเป็นเจ้าแห่งหินมีค่าทั้งมวล
ในอดีตเข้าใจกันว่าหยกมีเพียงชนิดเดียว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความรู้ทางด้านเคมีมากขึ้น จึงสามารถแยกหยกได้เป็น 2 ชนิด คือ
  1. เจไดต์ (Jadeite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นโซเดียมอะลูมิเนียมซิลิเกต (NaAl(SiO3)2, Sodium aluminium silicate) มักมีสีเขียวเข้มสดกว่าเนฟไฟรต์ จัดเป็นหยกชนิดคุณภาพดี อยู่ในระบบผลึกแบบหนึ่งแกนเอียง โดยธรรมชาติมักพบเป็นก้อนเนื้อแน่นประกอบด้วยผลึกขนาดเล็กอยู่รวมกัน มีความวาวตั้งแต่แบบแก้วจนถึงแบบน้ำมัน หยกเจไดต์มีความแข็ง 6.5-7 มีสีในเนื้อพลอยเฉพาะตัว และมักไม่สม่ำเสมอ มีสีเข้มและจางของแต่ละผลึกรวมกันอยู่ โดยเฉพาะในพลอยก้อนจะมีลักษณะเป็นหย่อมสี พบว่าเกิดอยู่ในหินเซอร์เพนทีน ที่ได้จากการแปรสภาพของหินอัคนีชนิดที่มีแร่ดอลีวีนอยู่มาก หรือมีโซเดียมอยู่มาก
  2. เนฟไฟรต์ (Nephrite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นแคลเซียมแมกนีเซียมซิลิเกต (Calcium magnesium silicate) อยู่ในระบบผลึกหนึ่งแก่นเอียง โดยธรรมชาติมักพบเกิดเป็นผลึกกลุ่มที่มีขนาดเล็กรุปเส้นใยเดียวกัน หยกเนฟไฟรต์มีความแข็ง 6-6.5 มีความวาวแบบแก้วถึงน้ำมัน สีมีความเฉพาะตัวเหมือนหยกเจไดส์ แต่มีสีเข้มไม่เท่า และมีสีมืดมากกว่า พบว่าเกิดจากหินเดิมที่มีธาตุแมกนีเซียมแปรสภาพด้วยความร้อน




คุณสมบัติ  โกเมนจะอยู่ในระบบผลึกแบบ Cubic

  • มีรูปผลึกเป็นรูปเหลี่ยม 12 หน้า (rhombic-dodecahedral)
  • มีความแข็งประมาณ 6.5 - 7.5
  • มีหลายสีแต่ที่เด่นที่สุดคือสีแดง
  • ความวาวที่พบจะมีความวาวคล้ายแก้ว
  • มีรอยแตกแบบก้นหอย
  • ความคงทนค่อนข้างดีนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ
GarnetCrystalUSGOV.jpg

ชนิดและชื่อทางการค้าของโกเมน

ไพโรป (Pyrope)

จะมี สีส้มอมแดง ถึงแดงอมม่วงเล็กน้อย สีสดกว่าการ์เนตชนิดอื่น (Cr3+, Fe2+) มีแหล่งกำเนิดสำคัญบริเวณแอฟริกาใต้ เชโกสโลวาเกีย และแทนซาเนีย ซึ่งเราสามารถจำแนกความแตกต่างของไพโรปออกจากการ์เนตอื่น ๆ โดยใช้
  • ค่าดัชนีหักเห 1.720 - 1.756 ปรกติ 1.746
  • ความถ่วงจำเพาะที่มีค่า 3.62 - 3.87 ปรกติ 3.78

อัลแมนดีน (Almandine)


Almandine in metamorphic rock
จะมี สีส้มอมแดง แดงอมม่วงเล็กน้อย โทนสีออกจะมืดตลอด (Fe2+, Cr3+) ลักษณะเด่นของอัลแมนดีนคือมลทินภายในจะมีลักษณะคล้ายเข็มตัดกันด้วยมุม 40/110° หรือ เห็นผลึกเซอร์คอนล้อมด้วยวงแหวน แหล่งกำเนิดจะอยู่ในประเทศอินเดีย ศรีลังกา สหรัฐอเมริกา และ มาดากัสการ์ เนื่องจากอัลแมนดีนเป็นการ์เนตที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง จึงเป็นที่นิยมในการนำมา ใช้เป็นพลอยปะ ด้านบนของแก้ว (Garnet - glass doublets) เพื่อเลียนแบบทับทิม หรือ ไพลินที่เป็นอัญมณีราคาแพง
  • ค่าดัชนีหักเห 1.760 - 1.820 ปรกติ 1.790 (จะสูงกว่าไพโรป เพราะมี Feในองค์ประกอบ)
  • ค่าความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) 3.93 - 4.30 ปรกติ 4.05 (จะสูงกว่าไพโรป เพราะมี Feในองค์ประกอบ)

โรโดไลต์ (Rhodolite)

จะมีสีแดงอมม่วง ถึงม่วงอมแดง แต่จะมีสีม่วงปนอยู่เสมอซึ่งเป็นลักษณะเด่น ชื่อนี้ได้มาจากภาษากรีก แปลว่า “สีชมพู” ในทางการค้า พลอยการ์เนตสีม่วงจะถูกเรียกเป็นโรโดไลต์ จะมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ประเทศศรีลังกา แอฟริกาตะวันออก และอินเดีย
  • ค่าดัชนีหักเห 1.740 - 1.770 ปรกติ 1.760 (อยู่ระหว่างไพโรปอัลแมนดีน)
  • ความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) 3.74 - 3.94 ปรกติ 3.84 (อยู่ระหว่างไพโรปอัลแมนดีน)

สเปสซาทีน (Spessartine)

จะมีสีส้มอมเหลืองถึงส้มอมแดง มักจะต้องมีสีส้มติดอยู่เสมอ (อันเนื่องจากธาตุ Mn2+, Fe3+) ลักษณะเด่นของสเปสซาทีนคือเป็นแร่โปร่งใส ออกโทนสีส้มเสมอคล้ายเฮสโซไนต์แต่แยกได้โดยใช้ค่าดัชนีหักเห แหล่งกำเนิดคุณภาพดีมาจากศรีลังกา สหรัฐอเมริกา บราซิล และ มาดากาสก้า
  • ค่าดัชนีหักเห 1.790 - 1.814 ปรกติ 1.810
  • ความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) 4.12 - 4.20 ปรกติ 4.15


เขี้ยวหนุมาน หรือ แอเมทิสต์ (อังกฤษ: amethyst) เป็นแร่ควอตซ์ชนิดหนึ่ง (SiO2) ที่มีสีม่วงอ่อน จนถึงเข้ม เรียกอีกอย่างว่า "พลอยม่วง ดอกตะแบก" นิยมใช้เป็นเครื่องประดับ





อำพัน เป็นซากดึกดำบรรพ์ของยางไม้ เป็นสิ่งมีค่าด้วยสีสันและความสวยงามของมัน อำพันที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจะถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องประดับและอัญมณี แม้ว่าอำพันจะไม่เป็นแร่แต่ก็ถูกจัดให้เป็นพลอย
โดยทั่วไปแล้วจะเข้าใจผิดกันว่าอำพันเกิดจากน้ำเลี้ยงของต้นไม้ แท้ที่จริงแล้วน้ำเลี้ยงเป็นของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ในระบบท่อลำเลียงของพืช ขณะที่ยางไม้เป็นอินทรียวัตถุเนื้ออสัณฐานกึ่งแข็งที่ถูกขับออกมาผ่านเซลล์เอพิทีเลียมของพืช
เพราะว่าอำพันเคยเป็นยางไม้ที่เหนียวนิ่มเราจึงพบว่าอาจมีแมลงหรือแม้แต่สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กอยู่ในเนื้อของมันได้ ยางไม้ที่มีสภาพเป็นกึ่งซากดึกดำบรรพ์รู้จักกันในนามของโคปอล
สีของอำพันมีได้หลากหลายสีสัน ปรกติแล้วจะมีสีน้ำตาล เหลือง หรือส้ม เนื้อของอำพันเองอาจมีสีได้ตั้งแต่ขาวไปจนถึงเป็นสีเหลืองมะนาวอ่อนๆ หรืออาจเป็นสีน้ำตาลจนถึงเกือบสีดำ สีที่พบน้อยได้แก่สีแดงที่บางทีก็เรียกว่าอำพันเชอรี่ อำพันสีเขียวและสีฟ้าหายากที่มีการขุดค้นหากันมาก

อำพันที่มีค่าสูงมากๆจะมีเนื้อโปร่งใส ในทางตรงกันข้ามอำพันที่พบกันมากทั่วไปจะมีสีขุ่นหรือมีเนื้อทึบแสง อำพันเนื้อทึบแสงมักมีฟองอากาศเล็กๆเป็นจำนวนมากที่รู้จักกันในนามของอำพันบาสตาร์ดหมายถึงอำพันปลอม ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็เป็นอำพันของแท้ๆนั่นเอง




มุกดา, มุกดาหาร หรือ จันทรกานต์ (moonstone) เป็นแร่แฟลสปาร์ความแข็งประมาณ 5-6 โมลส์เป็นหนึ่งในนพเก้าของไทย มีทั้งสีขาวหมอกมัวคล้ายหมอกน้ำค้างยามเช้าตามหลักการนำมาประกอบเครื่องนพรัตน์ ดังคำกลอนที่ว่า "มุกดาหารหมอกมัว" และสีอื่นๆเช่น ขาว ส้ม น้ำผึ้ง ขาวใส เทา น้ำตาล ส่วนมากแล้วมุกดาหารจะมีเนื้อขุ่นหาที่ใสสะอาดได้ยาก แต่เนื้อที่ขุ่นมีลักษณะพิเศษมีเหลือบรุ้งสีออกฟ้าสีนวลคล้ายดั่งดวงจันทร์ หลายวัฒนธรรมจึงมีความเชื่อว่ามุกดาหารมีกำเนิดจากแสงของพระจันทร์ บางชิ้นเกิดเส้นพาดกลางคล้ายตาแมว (คล้ายปรากฏการณ์ที่พบในไพฑูรย์แต่จะไม่คมชัดมากเท่า) สวยงามมาก ด้วยเหตุนี้จึงนิยมเจียรไนมุกดาหารเป็นทรงหลังเต่า การใช้งานควรระมัดระวังการกระทบเสียดสี ราคานั้นไม่สูงเพราะหาง่ายแหล่งที่สำคัญเช่น พม่า ศรีลังกา (สองแหล่งนี้คูณภาพสูงที่สุด) อินเดีย มาดากัสการ์ บราซิล สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก แทนซาเนียและอื่นๆ มีบางคนเข้าใจผิดว่ามุกดาหารกับไข่มุกเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งไม่ถูกต้อง






เพชร เป็นอัญมณีรูปแบบหนึ่งของคาร์บอน จัดเรียงตัวเป็นทรงแปดหน้า เป็นแร่ที่แข็งที่สุดตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) มีค่าความแข็งเท่ากับ 10


เพชรมีหลายสี สีที่นิยมที่สุดคือสีขาวบริสุทธิ์ สีที่หายากคือสีแดง ฟ้า เขียว ส้ม ชมพู เรียก "แฟนซีไดมอนด์" มีราคาสูงมาก การเจียระไนเป็น 52 เหลี่ยมนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความแข็งแกร่ง แหล่งของเพชรมีอยู่ทั่วโลก ส่วนมากพบที่บราซิลและแอฟริกาใต้

ประวัติ

เพชรมีการกล่าวถึงและทำเหมืองเพชรครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำพาเป็นเวลาหลายศตวรรษตามแม่น้ำเพนเนอร์ กฤษณะและ โคธาวารี เพชรเป็นที่รู้จักในประเทศอินเดียมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีแต่ไม่เกิน 6,000 ปี[4]
อัญมณีเพชรกลายเป็นสิ่งมีค่าเมื่อมีการนำไปใช้เป็นรูปเคารพทางศาสนาในอาณาจักรอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเพชรเป็นเครื่องมือแกะสลักตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์อีกด้วย[5][6] ความนิยมของเพชรได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น เทคนิคการตัดและขัดเกลาที่ดีขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการปฏิรูปและความสำเร็จของการโฆษณาเผยแพร่[7]
ในปี ค.ศ. 1772 อ็องตวน ลาวัวซีเยได้ใช้แว่นขยายรวมรังสีดวงอาทิตย์ไปบนเพชรในบรรยากาศที่มีแต่ออกซิเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้มีเพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการพิสูจน์ว่าเพชรเป็นองค์ประกอบของคาร์บอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1797 สมิทสัน เท็นแนนต์ (Smithson Tennant) ได้ทำซ้ำและเพิ่มเติมการทดลองนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าการเผาไหม้เพชรและกราไฟท์จะปลดปล่อยก๊าซที่มีองค์ประกอบเดียวกัน สมิทสันได้สร้างสมดุลสมการเคมีของสารเหล่านี้ขึ้นมา[8]
การใช้งานเพชรส่วนมากในปัจจุบันเป็นการใช้ในเชิงอัญมณีซึ่งใช้ทำเครื่องประดับ การใช้งานในลักษณะนี้สามารถนับย้อนไปได้ถึงในสมัยโบราณ การกระจายของแสงขาวในสเปกตรัมสีเป็นลักษณะพื้นฐานทางด้านอัญมณีวิทยาของอัญมณีเพชร ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญในด้านอัญมณีวิทยาได้พัฒนาวิธีแบ่งระดับของเพชรและอัญมณีชนิดอื่นบนพื้นฐานของลักษณะที่สำคัญในเชิงมูลค่าของอัญมณี 4 ลักษณะหรือที่รู้จักกันในชื่อ 4 ซี ถูกใช้เป็นพื้นฐานการบ่งชี้ของเพชร ประกอบด้วย กะรัต (carat) การตัด (cut) สี (color)และ ความสะอาด (clarity)[9] เพชรไม่มีตำหนิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรู้จักกันในชื่อ พารากอน



สปิเนล (Spinel) /ˈspɪnɛl/ เป็นแร่รัตนชาติ ตระกูลคอรันดัม ที่ประกอบด้วยโมเลกุลของแม็กเนเซียมและอะลูมิเนียม มีสูตรเคมีว่า MgAl2O4[2] โดยเฉพาะสีแดง จะลักษณะคล้ายทับทิมมาก จนเรียก "ทับทิมสปิเนล" (ruby spinel) ส่วน บาลัส รูบี้ หรือ ทับทิมบาลัส เป็นชื่อเดิมของสปิเนลที่มีสีกุหลาบ สปิเนลมีรูปผลึกชัดแบบออกตระฮีดรอน ระดับความแข็งถึง 8 มีความวาวแบบแก้ว สปิเนลแตกต่างจากแร่แมกเนไทท์ ตรงที่ ไม่มีสมบัติเป็นแม่เหล็ก และมีสีผงละเอียดสีขาว ไม่หลอมละลาย และไม่ละลายในกรด